นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาวเคราะห์น้อย และอุบัติเหตุของการเข้าชนโลก กล่าวว่า
หากว่าเกิดดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์ทะยานเข้าชนโลก อาจจำเป็นต้องทำลายด้วยระเบิดนิวเคลียร์
นายเดวิด เดียร์บอร์น นักวิจัยฟิสิกส์ ของแผนกห้องปฏิบัติการแห่งชาติลิเบอร์มอร์ ของสหรัฐฯ ได้บอกเตือนว่า แต่การทำเช่นนั้นจะจำเป็นต่อเมื่อมันจะพุ่งชนจริงๆ และภายในเวลาที่เหลืออยู่น้อยด้วย เพราะการทำลายมันลงจะต้องเสี่ยงกับภัยจากเศษเล็กเศษน้อยที่แตกกระจายออกภายหลัง
แต่ถ้าหากคำนวณว่าจะเกิดเหตุเช่นนั้นภายใน 50 ปีข้างหน้า ก็ควรใช้ระเบิดนิวเคลียร์แต่เพียงเพื่อให้มันเหออก หรือไล่ให้เตลิดออกไป
เขาบอกว่า “ระเบิดนิวเคลียร์เป็นระเบิดที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่รู้จักกัน” มันรุนแรงกว่าระเบิดทางเคมีกว่ากันถึง 3 ล้านเท่า ปัญหาอยู่ที่ว่าจะใช้มันอย่างไรเท่านั้น เขาเชื่อว่ามันจะสามารถเปลี่ยนวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งเข้าใส่โลกให้เหออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงการชนอันก่อให้เกิดความพินาศขึ้น
“หากว่าเรามีอุกกาบาตที่ใหญ่โตจริงๆ และมีเวลาเหลือแค่ 2-3 ปี เราก็อาจจะต้องใช้ระเบิดนิวเคลียร์ หากถ้ามันโตไม่ถึงกิโลเมตรเศษ และยังมีเวลาตั้ง 10 หรือ 20 ปี ก็คงไม่ต้องใช้มัน”.
หากว่าเกิดดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์ทะยานเข้าชนโลก อาจจำเป็นต้องทำลายด้วยระเบิดนิวเคลียร์
นายเดวิด เดียร์บอร์น นักวิจัยฟิสิกส์ ของแผนกห้องปฏิบัติการแห่งชาติลิเบอร์มอร์ ของสหรัฐฯ ได้บอกเตือนว่า แต่การทำเช่นนั้นจะจำเป็นต่อเมื่อมันจะพุ่งชนจริงๆ และภายในเวลาที่เหลืออยู่น้อยด้วย เพราะการทำลายมันลงจะต้องเสี่ยงกับภัยจากเศษเล็กเศษน้อยที่แตกกระจายออกภายหลัง
แต่ถ้าหากคำนวณว่าจะเกิดเหตุเช่นนั้นภายใน 50 ปีข้างหน้า ก็ควรใช้ระเบิดนิวเคลียร์แต่เพียงเพื่อให้มันเหออก หรือไล่ให้เตลิดออกไป
เขาบอกว่า “ระเบิดนิวเคลียร์เป็นระเบิดที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่รู้จักกัน” มันรุนแรงกว่าระเบิดทางเคมีกว่ากันถึง 3 ล้านเท่า ปัญหาอยู่ที่ว่าจะใช้มันอย่างไรเท่านั้น เขาเชื่อว่ามันจะสามารถเปลี่ยนวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งเข้าใส่โลกให้เหออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงการชนอันก่อให้เกิดความพินาศขึ้น
“หากว่าเรามีอุกกาบาตที่ใหญ่โตจริงๆ และมีเวลาเหลือแค่ 2-3 ปี เราก็อาจจะต้องใช้ระเบิดนิวเคลียร์ หากถ้ามันโตไม่ถึงกิโลเมตรเศษ และยังมีเวลาตั้ง 10 หรือ 20 ปี ก็คงไม่ต้องใช้มัน”.
No comments:
Post a Comment